จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic Bacteria หรือ PSB) คือ จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ ทั้งในดินและในน้ำ โดยทำหน้าที่กำจัดของเสีย ก๊าซ และสารพิษต่างๆ[4][5] จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีความสำคัญในกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ และการตรึงไนโตรเจน นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ปลา กุ้ง หอย และปู สามารถนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้เป็นอาหารได้[4].
**สูตรและวิธีทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง**
1. **สูตรทั่วไป**[1][4]
* **ส่วนผสม:** ไข่ไก่ 2-3 ฟอง, กะปิ 1-3 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำปลา 6 ช้อนโต๊ะ), ผงชูรส 1-3 ช้อนโต๊ะ, และน้ำจากแหล่งธรรมชาติ[1][4].
* **วิธีทำ:** นำส่วนผสมทั้งหมดมาคนให้เข้ากัน[4]. หากมีเปลือกไข่ ให้นำมาโขลกให้ละเอียดแล้วใส่ลงในส่วนผสม[4]. นำส่วนผสม 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1.5 ลิตร คนให้เข้ากัน[4]. นำไปตากแดดประมาณ 4-5 วัน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน และเมื่อครบ 15 วัน จะสามารถนำไปใช้ได้[4].
2. **สูตรขยายเชื้อ**[3]
* **ส่วนผสม:** หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 1 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่หรือไข่เป็ดที่ตีแล้ว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำสะอาด 1.5 ลิตร[3].
* **วิธีทำ:** เติมน้ำสะอาดลงในขวดพลาสติกใส (อาจใช้น้ำฝน, น้ำประปา, หรือน้ำเลี้ยงปลา)[3]. ใส่ไข่ไก่ที่ตีจนฟูเหมือนไข่เจียว 1 ช้อนโต๊ะลงในขวด (รวมถึงเปลือกไข่) ปิดฝาแล้วเขย่าให้เข้ากัน[3]. เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วเขย่าให้เข้ากันอีกครั้ง[3]. ปิดฝาขวดแบบไม่ต้องสนิท เพื่อให้แก๊สที่เกิดขึ้นสามารถระบายออกได้[3]. นำขวดไปวางในที่ที่มีแสงแดดจัด ประมาณ 7-14 วัน แบคทีเรียสังเคราะห์แสงจะเพิ่มปริมาณจนเต็มขวด ทำให้น้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง[3].
**เคล็ดลับเพิ่มเติม**
* **น้ำ:** การใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง หรือน้ำจากบ่อเลี้ยงปลา จะช่วยให้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงติดแดงได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงตามธรรมชาติอาศัยอยู่แล้ว[4].
* **แสงแดด:** การตากแดดเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เนื่องจากจุลินทรีย์ชนิดนี้ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต[5]. ในช่วง 1-5 วันแรกของการตากแดด ควรเปิดฝาขวดเพื่อให้มีการระบายอากาศ[1]. หลังจากนั้นปิดฝาและเขย่าขวดเป็นประจำ[1].
* **หัวเชื้อ:** หากไม่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงตั้งแต่ต้น แนะนำให้ทำหลายๆ ขวด เนื่องจากโอกาสที่จุลินทรีย์จะติดเป็นสีแดงมีน้อยกว่าการใช้หัวเชื้อ[1]. หากมีหัวเชื้อ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเป็นสีแดงทั้งหมด[1].
* **สี:** น้ำเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ดี ควรมีสีน้ำตาลแดงเข้ม ซึ่งแสดงว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเติบโตเต็มที่แล้ว[4]. หากสีอ่อนลง สามารถเติมไข่แดง 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อให้จุลินทรีย์ดำรงชีพต่อไปได้[1].
**ประโยชน์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง**[2][4]
* ช่วยตรึงไนโตรเจนในดิน เพิ่มไนโตรเจนให้กับพืช[4].
* เร่งการเจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรงและโตเร็ว[4].
* ทำให้รากพืชแข็งแรงและหาอาหารได้ดีขึ้น[4].
* ช่วยในการย่อยธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน เพื่อให้พืชดูดซึมไปใช้ได้อย่างง่ายดาย[4].
* ป้องกันพืชโดยการทำลายจุลินทรีย์ไม่ดีในดิน ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืช[4].
* ช่วยป้องกันเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคในพืช ป้องกันรากเน่า ทำให้พืชผักโตเร็ว สร้างภูมิคุ้มกันโรคพืชได้อีกด้วย[2].
**วิธีการนำไปใช้**
* ผสมจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 10 มิลลิลิตร (2 ช้อนโต๊ะ) กับน้ำ 10 ลิตร ใช้รดแปลงผักทุก 5-7 วัน ช่วยบำรุงต้นและใบ เร่งการติดดอกและผล[3].
Citations:
[1] https://www.youtube.com/watch?v=hZ8FzYfILY8
[2] https://www.youtube.com/watch?v=QU5PO9xJV2I
[3] https://gardenandfarm.baanlaesuan.com/247778/garden-farm/psb
[4] https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_272176
[5] https://www.opsmoac.go.th/saraburi-article_prov-preview-421591791800
[6] https://www.youtube.com/watch?v=Q2jtP6YM-v8
[7] https://www.youtube.com/watch?v=7mSx1uvsj84
[8] https://alro.go.th/uploads/org/nongkhai/download/article/article_20190712084657.pdf
